อะไรคือสิ่งที่คนเข้าใจผิดในการออกกำลังกาย

ในยุคสมัยหนึ่งการสวมเสื้อผ้าแฟชั่นสวย ๆ สดใสน่ารักเป็นสิ่งที่ได้รับความในใจและติดตามจากกลุ่มหนุ่มสาววัยรุ่น ในยุคสมัยต่อมาก็เป็นการนิยมโชว์ภาพอาหารสวย ๆ งาม ๆ ลงสื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อโชว์ว่าเราทานอาหารแพง หรือกินของอร่อยยั่วกระเพาะคนที่ได้เห็นภาพ จากนั้นไม่นานเวลาก็หมุนเปลี่ยนไปเร็ว พร้อมกับค่ายนิยมก็เริ่มเปลี่ยนไปอีก เมื่อกระแสความนิยมการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายเริ่มมาแรงแซงทางโค้ง เริ่มตั้งแต่เหล่าดาราชื่อดังทั้งหลายแม้แต่นางเอกหญิงสาวแสนสวยก็หันมาออกกำลังกายถ่ายภาพโชว์กล้ามท้องสวย ๆ รับกับรูปร่างที่งดงามสมส่วนลงสื่อส่วนตัวตนเอง ทำให้เหล่าแฟนคลับและหนุ่มสาวต่างหันมาสนใจการออกกำลังกายตามไปด้วย แข่งกันโชว์ภาพตนเองไปออกกำลังกายในฟิตเน็ต หรือสนามกีฬาต่าง ๆ กันให้ว่อนไปหมด อย่างไรก็ตามยังมีหลายสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดในการออกกำลังกายดังนี้
1.ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน แล้วมาทุ่มออกกำลังกายเพียงวันเดียว
ปัญหาในข้อนี้มักจะเกิดกับคนหนุ่มสาววัยเรียนที่ใกล้จะจบ และวัยทำงานที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในแต่ละวันจนไม่ค่อยสนใจไปออกกำลังกาย นาน ๆ ไปสักครั้ง แล้วก็ใช้วิธีการทุ่มออกกำลังกายหนัก ๆ เพียงแค่ในวันเดียวหลายชั่วโมง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก การออกกำลังกายให้ได้ผลดีจริง ๆ นั้นจะต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ใช่สัปดาห์หนึ่งครั้งเดียว แบบนั้นไม่ได้อะไรหรอกพาลจะทำให้ร่างกายทรุดเอา เพราไม่เคยได้ออกกำลังกายหนัก ๆ มาก่อน
2.ไม่ดูแลอาหารการกิน
หลายคนมักมุ่งแต่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยคิดไปเองว่าขอแค่ออกกำลังกายเสม่อเสมอแล้วไม่ต้องไปสนใจการควบคุมการทานอาหาร กินอะไรเข้าไปเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเพราะแม้ว่าเราจะออกกำลังกายตลอดแต่อาหารก็เป้นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่จะส่งผลให้ร่างกายที่รับอาหารเข้าไปจะมีสุขภาพที่ดีหรือไม่ บ้างก็ทานแป้งมากไป หรือทานไขมันแยะเกินไป บ้างขาดวิตามินในร่างกาย นั้นก็เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง
3.ควรรับประทานอาหารหลังจากออกกำลังกายไปแล้ว 15-20 นาที ไม่มากและไม่น้อยกว่านั้น
ก่อนหน้านี้เรามักจะเข้าใจกันไปว่าการรับประทานอาหารหลังจากออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ควรทิ้งช่วงห่างไว้นาน ๆ เป็นชั่วโมงก่อน ค่อยมารับประทานอาหารได้ หากแต่ความจริงนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนออกกำลังกายในการรับประทานอาหารไปและร่างกายย่อยสารอาหารได้ดีที่สุดก้คือ 15-20 นาที หลังออกกำลังกายนั้นเอง
4.รับน้ำตาลเข้าร่างกายมากไปเพราะดื่มเกลือแร่
ถือเป็นปกติธรรมดาไปแล้วสำหรับปัจจุบันที่เมื่อมีการออกกำลังกายหนัก ๆ เสียเหงื่อมาก ๆ จะมีดื่มเกลือแร่เข้าไปยังร่างกาย เพราะช่วยให้ร่างกายรู้สึกมีพลังงานและสดชื่อนได้อย่างรวดเร็วมาก ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ออกมาเรื่อยๆ ทำให้ยิ่งเป็นที่นิยมของผู้คนมากยิ่งขึ้น หากแต่การรับน้ำตาลผ่านเกลือแร่ติดต่อกันเป้นประจำก็อาจทำให้เกิดเป้นโรคเบาหวาน และไตทำงานหนักได้ด้วย
5.ทำงานไม่พักเพราะแข็งแรง
สำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรงโดยเฉพาะหนุ่มสาวในเวลาทำงาน สิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกันก็คือหากออกกำลังกายเป็นประจำจนแข็งแรงแล้ว สามารถทำงานตรากตรำทุกวันทุกคืน โดยไม่ต้องหยุดพักผ่อนหรือพักผ่อนน้อยนอนไม่เพียงพอ ในความเป็นจริงแล้วร่างกายก็อาจจะทรุดโทรมมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ นั้นก็เพราะการออกกำลังกายการทำงานและการพักผ่อนจะต้องมีความสมดุลในการใช้ชีวิตร่างกายจึงจะมีสุขภาพที่แข็งแรงดีเป็นประจำ ไม่ควรมีอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยจนเกินไป
6.ออกกำลังกายติดต่อกันโดยไม่พักจะได้แข็งแรงเร็วๆ
ปัญหานี้มักจะเกิดกับคนที่ใจเร็วด่วนได้หรือใจร้อน อย่างที่เราเคยนำเรียนไปแล้วในข้อแรกว่า การออกกำลังกายที่จะประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ระยะเวลานานในการเห็นผลและอาศัยความขยันหมั่นเพียรและสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย ไม่ใช่จะทุ่มเทออกกำลังกายหนักหนักมันเพียงไม่กี่วันติดต่อกันเพื่อจะให้ร่างกายแข็งแรงเร็วๆ หากแต่ในความเป็นจริงนั้นยิ่งฝืนตัวเองออกกำลังกายมากเท่าไหร่อาจจะทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดและร่างกายบาดเจ็บทรุดโทรมยิ่งกว่าที่ท่านคิดไว้ก็เป็นได้ เราจะเห็นว่าจะมีหลายเหตุการณ์ที่มีเหตุคนออกกำลังกายแล้วช็อกหมดสติจนอาจจะถึงขั้นหัวใจวายเสียชีวิตไปเลยก็มีเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นออกกำลังกายแต่พอดีใช้ความสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวันแทนที่จะหักโหมจะดีกว่า
7.งดทานอาหาร
คนที่อยากผอมเร็วๆมักเข้าใจผิดว่าการลดอาหารจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายผอมลงหน้าแข็งแรงโดยเร็วมันก็มีส่วนจริงอยู่บ้างที่ร่างกายอาจจะมีน้ำหนักตัวลดลงและคนที่ผอมลง แต่นั่นก็อาจจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมอยู่ข้างในมากยิ่งขึ้นไม่ได้ผอมแบบเพรียวแข็งแรงสมส่วนแต่อย่างใด สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการรับประทานอาหารนั่นก็คือรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเหมาะสมกับการออกกำลังกายจะดีกว่า